Tuesday, November 30, 2021
Google search engine
Homeข่าวล่าสุดคณะแพทย์แถลงโต้ อย่าด้อยค่าซิโนแวค ชี้สามารถลดความรุนแรงของโควิดได้ ยันไม่มีเงินส่วนต่างเข้ากระเป๋าใคร

คณะแพทย์แถลงโต้ อย่าด้อยค่าซิโนแวค ชี้สามารถลดความรุนแรงของโควิดได้ ยันไม่มีเงินส่วนต่างเข้ากระเป๋าใคร


วันนี้ (31 ส.ค.64) ผู้สื่อข่าวรายงานวา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นำคณะแพทย์ลงมาชี้แจงถึงกรณีการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค หลัง ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจถึงประสิทธิภาพของวัคซีนและค่าส่วนต่างการจัดซื้อที่หายไปไหน

โดย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้แจงว่า ประเทศไทยเริ่มนำซิโนแวคเข้ามาใช้ช่วงเดือน มี.ค. 2563 ซึ่งผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยวัดจากประสิทธิภาพของวัคซีน ซึ่งทำได้หลายอย่าง ทั้งการวัดประสิทธิภาพการป้องกันโรค จากข้อมูลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วัคซีนซิโนแวคทำให้ลดการระบาดของโรคได้ ซึ่งมีข้อมูลยืนยันเป็นเอกสารออกมา ทั้งจากการระบาดในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข อีกทั้งในโรงพยาบาลจังหวัดเชียงรายก็มีการศึกษาว่า ช่วยลดการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าไม่มีวัคซีนตัวใดที่สามารถป้องกันโรคโควิด -19 ได้ 100% และไม่มีวัคซีนตัวใดป้องกันการตายได้ 100% ในวัคซีนทุกชนิด ทั้งซิโนแวค ไฟเซอร์ หรืออื่นก็ตาม ซึ่งประเทศไทยเองก็มีการพัฒนาสูตรฉีดวัคซีนแบบสูตรไขว้เข็ม 1 เป็นซิโนแวค และเข็ม 2 แอสตราเซนเนกา พบว่าสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระดับที่สูง เทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนแอสตราเซนเนกา 2 เข็ม แต่ข้อดีคือฉีดได้เร็วขึ้นทำให้ภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น

“เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ที่กล่าวหาว่าการฉีดวัคซีนแบบไขว้เป็นอันตรายนั้นไม่เป็นความจริง มีงานเอกสารทางการแพทย์มีข้อมูลทางวิชาการทางการแพทย์ ยืนยันว่าวัคซีนสุดไขว้มีประสิทธิภาพ จึงเป็นเหตุผลที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และพยายามจะจัดหาวิคซีนให้กับประชาชนได้อย่างทันเวลา รวมทั้งองค์การอนามัยโลกเอง ได้ทำซื้อวัคซีนเพื่อไปฉีดให้กับประชาชนทั่วโลก เป็นตัวอย่างที่ว่าวัคซีนรวมมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในช่วงต้นการแพร่ระบาดที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดสายพันธุ์เดลตา ทำให้วัคซีนทุกชนิดมีประสิทธิภาพลดน้อยลง แต่ยังสามารถหาวิธีฉีดวัคซีนแบบไขว้ ที่ทำให้ประชาชนได้รับภูมิคุ้มกันที่รวดเร็วขึ้น ขอยืนยันว่าวัคซีนซิโนแวคมีประสิทธิภาพ ขอความกรุณาอย่าด้อยค่าวัคซีนให้ด้วยเพราะช่วยเราตั้งแต่ต้นปี ดูรายการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดีและจะพยายามเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน” นพ.โอภาส กล่าว

ขณะที่การจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค นพ.โอภาส ระบุว่า “ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ข้อกล่าวอ้างว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายจึงไม่เป็นความจริง”

ส่วนเรื่องราคาการจัดซื้อ นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาว่า อภ.เป็นนายหน้าของซิโนแวค ว่าเป็นบทบาทความมั่นคงด้านเวชภัณฑ์ แต่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 อภ.ไม่ได้ติดต่อกับบริษัท ซิโนแวค โดยตรง แต่มีบริษัทลูกในการติดต่อ ซึ่งพบอุปสรรคทางจีนไม่ยอมติดต่อธุรกิจด้วย อภ.จึงต้องติดต่อโดยตรง ซึ่งได้ดำเนินการคู่ขนานกันกับการดีลวัคซีนซิโนฟาร์ม ซึ่งพบว่าซิโนแวคนั้นมีความยืดหยุ่นและทำงานได้เร็วกว่า ยืนยันว่าการทำงานเป็นเพื่อการช่วยเหลือประชาชน ส่วนเนื้อเรื่องกรอบราคาจะมีการนำเข้ามา 16 ชิปเมนต์ 30.4 ล้านบาทเศษ และราคาจะถูกลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ 17 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ใน 2 ล้านโดสแรก ซึ่งต่อมาก็มีการต่อรองราคาเป็นลำดับ และอยู่ที่ราคาสุดท้าย 8.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 11.99 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ

“อย่างไรก็ตาม ตามที่บอกว่ามีส่วนต่าง ต้องขอชี้แจงว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนบ้างอย่าง เนื่องจากองค์การเภสัชกรรม เป็นผู้ที่ไปลงทุนซื้อโดยใช้เงินขององค์การเภสัชกรรมไปก่อน จากนั้นเมื่อได้ไปแล้วก็กำหนดราคาขายจริงสั่งไปยังกรมควบคุมโรค และกรอบที่ขออนุมัติเป็นการขอไว้เผื่อ แต่เมื่อใช้จริงก็จะเก็บตามจริงเท่านั้น ยืนยันว่าไม่มีส่วนต่างใดๆ ทั้งสิ้น โดยองค์การเภสัชกรรมจะดูแลวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อตายเป็นหลัก และกรมควบคุมโรคเป็นคนดูแลกำหนดราคาได้จริง โดยมีการบวกค่าดำเนินการขนส่ง 2-4% และเงินที่เหลือจากกรอบการขอไว้ ก็ไม่มีใครได้เข้ากระเป๋าแต่อย่างใด” นพ.วิฑูรย์ กล่าว

ขณะที่ นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุถึงสัญญาการจัดซื้อวัคซีนแอสตราเซนเนกา (astrazeneca) ได้ทำการสั่งซื้อว่าซื้อล่วงหน้าตั้งแต่เดือน พ.ย. 2563 ดังนั้นการสัญญาการจองซื้อต้องอยู่ในเงื่อนไข ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน ต้องใช้สัญญาในลักษณะเดียวกัน ซึ่งมีโอกาสไม่ได้รับหรือได้รับวัคซีนในลักษณะช้า เนื่องจากอยู่ในระหว่างการวิจัยและพัฒนา และอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ ไม่ได้เหมือนการซื้อสินค้าทั่วไป ที่มีความไม่แน่นอนในการวิจัยและพัฒนาการผลิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขทุกประเทศ และทุกคนต้องรับความเสี่ยงร่วมกันในระหว่างการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน เนื่องจากไม่ใช่สถานการณ์ปกติ จะเอาพื้นฐานความเข้าใจแบบเดิมมาใช้ในการตัดสิน ในสัญญาการจัดซื้อล่วงหน้าจะไม่เหมาะสมและไม่เข้ากับสถานการณ์

RELATED ARTICLES
- Advertisment -
Google search engine

Most Popular

Recent Comments