Sunday, October 24, 2021
Google search engine
Homeข่าวล่าสุดศบค. ลั่น! "ชุดตรวจโควิด" เป็นอุปกรณ์การแพทย์ ห้ามขายออนไลน์ ไม่อนุญาต

ศบค. ลั่น! “ชุดตรวจโควิด” เป็นอุปกรณ์การแพทย์ ห้ามขายออนไลน์ ไม่อนุญาต


ศบค. ย้ำ Antigen Test Kit เป็นอุปกรณ์การแพทย์ ห้ามขายออนไลน์-ตลาดนัด ศปก.ศบค. ลั่น ขอปวารณา ว่าผู้ป่วย โควิด-19 ทุกคน จะได้รับเข้าสู่ระบบการรักษา

newsqom.com

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ศบค.ทำเนียบรัฐบาล นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมแถลงข่าวศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)ในประเด็นการตรวจหาเชื้อโควิคด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit ว่า ชุดตรวจดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ ไม่อนุญาตให้ขายทางออนไลน์ ตามตลาดนัด ตามร้านสะดวกซื้อ แต่จะซื้อได้ในร้านขายยาที่มีเภสัชชกรประจำ เพราะต้องมีการตรวจสอบเรื่องคุณภาพและที่มาที่ไป

และจะต้องมีคำอธิบายเพื่อให้เข้าใจว่าผลตรวจแล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้มีการพบว่ามีการลักลอบขายทางออนไลน์อยู่จำนวนหนึ่งแล้วราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นหากพบว่าราคาสูงเกินไปขอความกรุณาอย่าซื้อ ขณะนี้มีอยู่ 19 ยี่ห้อและกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วราคาจะถูกลง และที่สำคัญองค์การเภสัชกรรมได้แทรกแซงโดยการนำมาจำหน่ายไม่เกิน 200 บาทต่อชุด ให้ซื้อได้คนละไม่เกิน 3 ชุดซึ่งถือเป็นอีกช่องทางหนึ่ง

ด้านนพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ แถลงในประเด็นมาตรการหลังตรวจหาเชื้อโควิคด้วยชุดAntigen Test Kit แล้วพบว่าติดเชื้อ (ใน กทม.)แล้ว ว่า การเข้าสู่ระบบบริการทางด้านสาธารณสุขของประชาชนทั้งที่มีอาการและไม่มีอาการ โดยหากมีความสงสัยอยากเดินเข้าโรงพยาบาลไปตรวจหาเชื้อก็สามารถไปได้ทุกโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนในกรุงเทพมหานคร ทั้ง 132 แห่ง เมื่อตรวจโดย ATK หรือ PCR แล้ว หากติดเชื้อก็สามารถเข้าสู่ระบบการรักษาได้ โดยจะมีการจัดบริการ

1. ถ้าไม่มีอาการหรืออาการน้อยมาก สามารถแยกกับตัวที่บ้านได้ก็จะเข้าสู่กระบวนการโฮมไอโซเรชั่นในทันที เป็นการดูแลผ่านระบบทางไกล และจะได้รับกล่องอุปกรณ์ในการดูแลตนเอง หรือหากจำเป็นต้องได้ยาฟาวิพิราเวีย ก็จะได้รับ หลังจากนี้จะมีการติดตามครบ 14 วัน ซึ่งวันนี้มีอยู่ 226 หน่วย และจะมากขึ้นอีกตามระบบของโรงพยาบาล ซึ่งวันนี้สามารถดูแลประชาชน ได้เต็มรูปแบบตามระบบสาธารณสุขแล้ว 60,000 คน โดยตั้งเป้าหมายว่าความสามารถที่จะทำได้ถึง 100,000 คน

นอกจากนี้มีระบบคอมมูนิตี้ไอโซเรชั่น หรือศูนย์พักคอยโดยระบบของกรุงเทพมหานคร ที่จะตั้ง 68 แห่ง และจะมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถรองรับประชาชนเข้าไปนอนได้ถึง 10,000 เตียง ในวันนี้สามารถดำเนินการได้แล้ว 46 แห่ง 5,000 กว่าเตียง โดยจะกระจายทุกเขต นอกจากนี้ยังมีศูนย์พักคอยที่ดำเนินการโดยประชาชน ภาคประชาสังคมอีกกว่า 100 แห่ง โดยต้องให้ลงทะเบียนกับทางกรุงเทพมหานครเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนด้านระบบสุขาภิบาล การกำจัดขยะติดเชื้อ การสนับสนุน อาหารและยา ถ้าเป็นผู้ป่วยระดับสีเหลืองแดง ก็สามารถเข้าโรงพยาบาลสนาม ฮอสพิเทล โรงพยาบาลหลัก โดยดูตามอาการของแต่ละบุคคล

2.หน่วยCCRT คือทีมทำงานทางด้านป้องกันและแก้ไขปัญหา โควิด-19 เชิงรุกในชุมชน 226 ทีม เป็นทีมเดินเท้าสามารถตรวจคัดกรองเบื้องต้น สอบสวนโรค รักษาให้ยา ฉีดวัคซีนให้ได้ ทำงานได้ครบทุกหน้าที่เบ็ดเสร็จในตัวประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล เข้าสู่ระบบโฮมไอโซเรชั่น หรือข้อมูลนิตี้ไอโซเรชั่น

3.หากคิดว่ายังไม่ได้รับการบริการอย่างเหมาะสมหรือเพียงพอ หรือรอเตียงอยู่ที่บ้าน ก็สามารถเข้าสู่ระบบภาครัฐและเอกชนได้โดย 1330 ของ สปสช. และอีกช่องทางหนึ่งคือเบอร์สายตรงของ 50 เขตกรุงเทพมหานคร โดยหนึ่งเบอร์มี 20 คู่สายสามารถรองรับได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทางกรุงเทพมหานครทุ่มสรรพกำลังเต็มที่เพื่อบริการประชาชน

ยืนยันว่าทุกรายประชาชนที่มีผลบวกจะได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยรายใดที่จำเป็นต้องได้รับยาก็จะได้รับ ซึ่งยาฟาวิพิราเวียมีอยู่เพียงพอ

แต่ถ้ามีอาการเร่งด่วนฉุกเฉินที่คิดว่าเป็นอันตรายต่อชีวิตจาก โควิด-19 สามารถขอร้องขอความช่วยเหลือด่วนที่ 1669 สายด่วนช่วยชีวิต

ศปก.ศบค. จัดทำระบบบูรณาการเพื่อพยายามจัดให้กับประชาชนได้อย่างเหมาะสมทันเวลาและทำให้ประชาชนได้รับบริการทุกคน ขอปวารณาว่าผู้ป่วยทุกคนที่ติดเชื้อ โควิด-19 จะได้รับเข้าสู่ระบบการรักษาทางการสาธารณสุขและการแพทย์อย่างเหมาะสม



RELATED ARTICLES
- Advertisment -
Google search engine

Most Popular

Recent Comments