Home ข่าวเด่น สายพันธุ์ BA.2.2 แรง ฮ่องกงตายพุ่ง บุกอาเซียนแล้วแต่ไทยยังไม่พบ

สายพันธุ์ BA.2.2 แรง ฮ่องกงตายพุ่ง บุกอาเซียนแล้วแต่ไทยยังไม่พบ

by admin
0 comment

ข่าววันนี้

โควิดไทยไม่นิ่ง แม้ยอดผู้ติดเชื้อรายวันลดเล็กน้อย แต่ยังทะลุ 2.3 หมื่นคน ส่วนผู้ป่วยเสียชีวิตยังสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย มีโรคเรื้อรัง “กทม.-เมืองคอน” น่าห่วง จับตาโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.2.2 ทำผู้ป่วยในฮ่องกงเสียชีวิตพุ่ง แต่ยังไม่พบสายพันธุ์นี้ในไทย แม้เจอแล้วในหลายประเทศแถบอาเซียน ด้าน มช.เผยผลศึกษาบูสเตอร์โดสเข็ม 3 ลดโอกาสติดเชื้อได้ร้อยละ 50 ส่วนโอกาสเสียชีวิตเป็นศูนย์ คาดหากฉีดเข็ม 3 เกินร้อยละ 70 จะสามารถคุมโรคได้

หลังจากมีผลวิจัยจากต่างประเทศถึงเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน (B.1.1.529) ที่พบสายพันธุ์ย่อยเพิ่มมาอีก โดยหลักๆคือ BA.1 และ BA.2 ล่าสุดยังพบสายพันธุ์แยกย่อยมาอีก ที่อาจทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย

ยอดป่วยโควิดตายไม่ลด

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.เผยแพร่ข้อมูลว่า ไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 23,584 คน เป็นการติดเชื้อในประเทศ 23,417 คน มาจากเรือนจำ 100 คน เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 67 คน หายป่วยเพิ่มขึ้น 22,233 คน อยู่ระหว่างรักษา 227,336 คน อาการหนัก 1,319 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 438 คน เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 66 คน เป็นชาย 40 คน หญิง 26 คน ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นผู้ป่วยที่มีอายุ 60 ปี และมีโรคเรื้อรัง รวมร้อยละ 97 แบ่งเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 55 คน คิดเป็นร้อยละ 83 และมีอายุน้อยกว่า 60 ปี แต่มีโรคเรื้อรัง 9 คน คิดเป็นร้อยละ 14 โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือโรคมะเร็ง (2) โรคไต (16) อ้วน (2) หลอดเลือดสมอง (7) หัวใจ (17) ติดเตียง (5) ขณะที่ กทม.มีผู้ป่วย เสียชีวิตมากสุดที่ 14 คน ตามด้วยนครศรีธรรมราช 6 คน และกระบี่ 3 คน ส่วนยอดผู้ได้รับวัคซีนเพิ่มเติมของวันที่ 12 มี.ค.2565 จำนวน 224,331 โดส รวมฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2564 จำนวน 126,087,224 โดส

กทม.-เมืองคอน-ชลฯยังน่าห่วง

สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 13 มี.ค.2565 พบที่ กทม. 2,967 คน นครศรีธรรมราช 1,438 คน ชลบุรี 1,191 คน สมุทรปราการ 890 คน นนทบุรี 868 คน สมุทรสาคร 809 คน พระนครศรีอยุธยา 768 คน ปทุมธานี 600 คน นครราชสีมา 556 คน นครปฐม 503 คน ทั้งนี้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 3,184,825 คน ยอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,933,780 คน และมียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 23,709 คน ทั้งนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อสะสมในช่วง 7 วันที่ผ่านมา อยู่ในลำดับที่ 17 ของโลก

BA.2.2 ระบาดหนักฮ่องกง-อังกฤษ

วันเดียวกัน ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล โพสต์ข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ว่าการระบาดใหญ่ระลอกล่าสุดของโอมิครอนบนเกาะฮ่องกง อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ “BA.2.2” หรือ B.1.1.529.2.2 ที่มีการกลายพันธุ์เด่นตรงหนามแหลม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงกรดอะมิโนตำแหน่งที่ 1221 จาก I (Isoleucine) เป็น T (Threonine) หรือ S:I1221T และการกลายพันธุ์ตรงยีน “ORf1a: T4087I” โดยมีการซับมิตรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของ BA.2.2 ที่สุ่มตรวจได้ที่ฮ่องกงขึ้นบนฐานข้อมูลโควิดโลก “GISAID” ประมาณ 386 ตัวอย่างและสุ่มพบการแพร่ระบาดในอังกฤษประมาณ 236 ตัวอย่างเช่นกัน การระบาดระลอกใหม่นี้ทำให้มีอัตราผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในฮ่องกงพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในโลก มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยในรอบ 7 วันอยู่ที่ 30 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ในขณะที่ ประเทศไทยอยู่ที่ 0.85 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ดังนั้นท่านที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนควรรีบไปฉีด

คาดเชื้อทำตายเพิ่มในฮ่องกง

ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ ระบุว่า ที่น่ากังวลคือจากการที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อโอมิครอนในฮ่องกงเพิ่มขึ้นอย่างมากเฉลี่ยในรอบ 7 วันอยู่ที่ 5,425 คนต่อประชากร 1 ล้านคน เมื่อเทียบกับอันดับสอง ประเทศลัตเวีย จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ใกล้เคียงกันคือ 5,278 ต่อประชากร 1 ล้านคน ประเทศไทยอยู่ที่ 315 คนต่อประชากร 1 ล้านคน แต่อัตราผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 บนเกาะฮ่องกงสูงมากคือมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยในรอบ 7 วันอยู่ที่ 30 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ขณะที่ทั้งลัตเวียและไทยอยู่ที่ 10.7 และ 0.7 ตามลำดับ กล่าวคือฮ่องกงมีอัตราผู้เสียชีวิตสูงกว่าลัตเวียถึง 2 เท่า โดยทั้งลัตเวียและไทยมีการระบาดของสายพันธุ์ BA.1 และ BA.2 ไม่พบ BA.2.2 ทำให้มีแนวโนมว่าโควิดกลายพันธุ์ BA.2.2 อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในฮ่องกงพุ่งขึ้นจนทำสถิติสูงที่สุดในโลก

ระบาดเพิ่มขึ้นกว่าทุกสายพันธุ์

ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ ระบุด้วยว่า ล่าสุดจากการคำนวณพบว่า BA.2.2 มีการระบาดเพิ่มขึ้นกว่าทุกสายพันธุ์ประมาณ 35% และพบว่าในอังกฤษมีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารักษาตัวใน รพ. เพิ่มขึ้นสอดคล้องไปกับการแพร่ระบาดของ BA.2.2 ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ฮ่องกงและทั่วโลกกำลังประมวลผลรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของ BA.2.2 กับข้อมูลทางคลินิกเพื่อตอบปัญหาสำคัญ 6 ประการ 1.BA.2.2 มีกลายพันธุ์ไปมากกว่า BA.2 หรือไม่ และตำแหน่งใดบ้างโดยเฉพาะในส่วนยีนที่ควบคุมโครงสร้างของหนาม (spike) ที่เปลือกของอนุภาคไวรัส เบื้องต้นทราบแล้วว่า BA.2.2 มีการกลายพันธุ์ไป 2 ตำแหน่งที่ไม่พบในสายพันธุ์หลักและสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ คือ “S:I1221T” และ “ORf1a: T4087I” 2.BA.2.2 แพร่ระบาดรวดเร็วกว่า BA.2 หรือไม่

รอศึกษาดื้อต่อวัคซีน/ยารักษา

3.BA.2.2 ก่อให้เกิดอาการของโรคโควิดได้รุนแรงกว่า BA.2 หรือสายพันธุ์ที่น่ากังวลใจอื่นๆ หรือไม่ 4.BA.2.2 สามารถด้อยประสิทธิภาพของวัคซีนลงมากกว่า BA.2 หรือไม่ 5.ยารักษาโมโนโคลนอลแอนติบอดีตัวล่าสุด “โซโทรวิแมบ” (Sotrovimab) ที่ใช้ต่อต้านโอมิครอน ยังสามารถจับกับ BA.2.2 ได้อยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ของระบบทางเดินหายใจ และ 6.ใช่หรือไม่ ที่ BA.2.2 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีอัตราผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในฮ่องกงสูงที่สุดในโลก

โชคดีไทยยังไม่พบ BA.2.2

ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ ระบุอีกว่า ผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามผู้ป่วย BA.2.2 ในฮ่องกงพบว่าส่วนหนึ่งเป็นการติดเชื้อในกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเหมาะสม เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ส่วนการเพิ่มจำนวนขึ้นของ BA 2.2 ในสหราชอาณาจักรอาจเป็นเพราะภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อ BA.1 ตามธรรมชาติไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ BA.2.2 ได้ ปัจจุบันยังไม่พบ BA.2.2 ในประเทศไทย แต่จากการสุ่มถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมในอาเซียนพบในสิงคโปร์พบ 11 ราย อินโดนีเซีย 4 ราย บรูไน 2 ราย และกัมพูชา 1 ราย แต่เพื่อไม่ประมาททางศูนย์จีโนมทางการแพทย์ฯได้เริ่มพัฒนาชุดตรวจ BA.2.2 แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จนำออกใช้ตรวจกรอง BA.2.2 ได้ภายในอีก 2 สัปดาห์ด้วยเทคโนโลยี “MassArray Genotyping” ซึ่งใช้เวลาในการตรวจรู้ผลบรรดาสายพันธุ์ที่น่ากังวล รวมทั้ง BA.2.2 ในการตรวจเพียงครั้งเดียว โดยใช้เวลาประมาณ 24-48 ชั่วโมงในการออกผล

รอ สพฉ.คลอดเกณฑ์ UCEP Plus

ส่วนการรักษาผู้ติดเชื้อหลังจากกลางเดือนนี้ไปแล้วนั้น นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเปลี่ยนผ่านระบบบริการจาก UCEP Covid-19 มาเป็น UCEP Plus ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 มี.ค.นี้ ว่าความหมายของ UCEP Plus คือ ผู้ป่วยที่มีความฉุกเฉิน ในส่วนของโควิดก็จะเป็นกลุ่มสีเหลือง และสีแดง รวมถึงกลุ่มสีเขียวที่อาการมากขึ้น ให้สามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการเอกชนนอกระบบได้ ดังนั้น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) จะต้องออกกติกาว่าผู้ป่วยโควิดกลุ่มดังกล่าวที่เป็นกลุ่มวิกฤติฉุกเฉินมีลักษณะอาการอย่างไรบ้าง ซึ่งกลุ่มสีแดงเราเคยมีกติกาเดิมอยู่แล้ว แต่ที่ยังไม่ชัดเจนคือกลุ่มสีเหลือง โดยหน่วยงานรับผิดชอบคือ สพฉ.ต้องออกกติกามา เพื่อไม่ให้หน่วยบริการเอกชนนอกระบบสับสนว่าลักษณะใดจึงสามารถรับเข้า UCEP Plus ได้ หากวิธีการยังไม่มา วิธีแก้คือหน่วยบริการเอกชนนอกระบบต้องใช้วิจารณญาณและไปตกลงกับกองทุนต่างๆ เช่น ประกันสังคม หรือ สปสช. แต่ทางกองทุนไม่ใช่คนออกกติกาเอง ดังนั้น เราต้องรอทาง สพฉ.ให้ออกหลักเกณฑ์สีเหลืองมา แต่เท่าที่เห็นจากเอกสารเบื้องต้น ภาวะสีเหลืองจะไม่วิกฤติเท่าแดง หลักง่ายๆ เช่น ลงปอด มีอาการปอดอักเสบ หรือเป็นผู้ป่วยกลุ่ม 608 กลุ่มที่มีโรคร่วม ซึ่งต้องรอทาง สพฉ.ออกกติกาสีเหลือง และแดงมา เพราะตรงนี้จะไม่เหมือน UCEP โรคอื่นที่จะรับเฉพาะแดง

สปสช.หารือเอกชนรับผู้ป่วยสีเขียว

นพ.จเด็จกล่าวด้วยว่า ส่วนกลุ่มสีเขียว หลังวันที่ 16 มี.ค. ที่จะมี UCEP Plus หากไม่มีอาการหรืออาการน้อยแล้วจะเข้าหน่วยบริการเอกชนนอกระบบ ต้องการให้รักษาเหมือนที่ผ่านมาไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน แต่หากจะเข้าจะต้องจ่ายเงินเอง อย่างไรก็ตาม สปสช.กำลังหารือกับหน่วยบริการเอกชนนอกระบบ เพื่อดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในกลุ่มสีเขียว ที่ไม่ได้อยู่ใน UCEP เช่น ไข้สูง 38 องศาขึ้นไป ไอมาก เริ่มเหนื่อยหอบ อาการที่ไม่ถึงสีเหลือง ก็สามารถใช้บริการในหน่วยบริการนอกระบบบัตรทองได้ ซึ่งตอนนี้เรากำลังไปตกลงกันอยู่

คนกรุงไม่ค่อยรู้มีสิทธิบัตรทอง

นพ.จเด็จกล่าวถึงการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเขียวทั่วไป ที่อาการน้อย โดยเฉพาะกรุงเทพ มหานครที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้น แต่บางคนไม่ทราบตัวเองมีสิทธิหลักประกันสุขภาพ หรือบัตรทองว่า เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนของคนกรุงเทพฯ ที่กว่าร้อยละ 50 ไม่ทราบว่าตัวเองมีสิทธิบัตรทองตั้งแต่แรก โดย สปสช.ได้ยกระดับการให้บริการ ผู้ป่วยสามารถรักษาในหน่วยบริการในระบบได้ทุกที่อยู่แล้ว ดังนั้น หากพบว่าติดเชื้อแล้วแต่ไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิบัตรทอง หรือสิทธิใดหรือไม่ สามารถติดต่อมาที่สายด่วน 1330 หรือเว็บไซต์ของ สปสช.ได้ แต่หากเราไม่ทราบข้อมูลอะไรเลย แนะนำว่าให้เดินทางไปยังสถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้านซึ่งจะอยู่ในระบบ สปสช.อยู่แล้ว เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาลในสังกัดต่างๆ ไปจนถึงคลินิกชุมชนอบอุ่น ที่จะมีป้ายติดหน้าร้านเป็นที่สังเกตได้ ส่วนประกันสังคมจะมี รพ.เอกชนบางส่วนอยู่ในระบบด้วย

กลุ่มเสี่ยง 608 โทร.1330 ต่อ 18

นพ.จเด็จกล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มสีเขียวที่ติดต่อสายด่วน 1330 มาเราไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้เข้าระบบ “เจอแจกจบ” หรือระบบรักษาที่บ้าน (HI) ยกเว้นกรณีกลุ่มเสี่ยง 608 เด็ก หรือผู้ที่มีโรคร่วม เราจะขอให้เข้ารักษาใน รพ. ดังนั้น 1330 จึงเปิดสายด่วนในกลุ่มนี้ คือ 1330 ต่อ 18 ตรงนี้จะมีเจ้าหน้าที่ดูแลทันที เพราะที่ผ่านมาโทร.มาเบอร์เดียว เราไม่สามารถแยกได้ว่าใครคือกลุ่มเสี่ยงบ้าง เราจึงเปิดระบบนี้ขึ้นมา จึงขอเรียนว่า ผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงให้โทร.เข้าเบอร์ 1330 โดยไม่ต้องเข้าต่อสาย 18

จัดระบบรับยาทางไปรษณีย์

นพ.จะเด็จกล่าวอีกว่า ระบบ HI ยังต้องมีต่อไปตามข้อกำหนดกรมการแพทย์ ขณะนี้มีนโยบายเจอแจกจบ ตรงนี้จะมีแพทย์โทร.กลับใน 48 ชั่วโมง ดังนั้น 1330 จะแนะนำประชาชนใช้บริการอีกทางหนึ่ง จึงขอความร่วมมือหน่วยบริการต่างๆ ดูแลผู้ป่วยในส่วนนี้ด้วย ส่วนที่เป็นปัญหาของการทำ HI คือ หน่วยบริการยังไม่กดรับจาก 1330 ที่รับสายมาแล้ว จึงขอความร่วมมือกับหน่วยบริการในเรื่องนี้ แต่ทราบว่า กทม.ก็พยายามกระตุ้นเตือนจัดระบบให้บริการ มีการเปิดเบอร์ของเขตให้ประชาชนโทร.ไป อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ประชาชนรอการติดต่อกลับหรือรอการกดรับจากหน่วยบริการ ทาง สปสช.จึงจัดระบบให้คอลเซ็นเตอร์ติดต่อกลับใน 24 ชั่วโมง สอบถามความต้องการเพื่อให้ส่งกล่องยาทางไปรษณีย์ก่อน ซึ่งพบว่าร้อยละ 30 ยินยอมแล้ว อีกร้อยละ 50 พบว่าระหว่างรอประชาชนติดต่อหาที่รักษาได้แล้ว ดังนั้น หน่วยบริการต้องเร็วเพื่อไม่ให้คนไข้รอคิว เพราะเราไม่รู้ว่าในส่วนที่ได้รักษาแล้ว ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากหน่วยบริการเอาคนไข้เข้า HI ไม่ทัน สามารถจัดระบบ เจอแจกจบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการเบื้องต้นได้ทัน ไม่ให้คิวผู้ป่วยสะสมมากเกินไป การระบาดรอบนี้พบผู้ติดเชื้อที่รอการติดต่อกลับจากหน่วยบริการ อาการไม่รุนแรง ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นสีเหลือง

ฉีดเข็มกระตุ้นช่วยลดตาย

ส่วนที่หน่วยบริการฉีดวัคซีนเซ็นทรัลเชียงใหม่แอร์พอร์ต อ.เมืองเชียงใหม่ มีประชาชนหลายช่วงวัย เข้ามาฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ส่วนใหญ่เป็นบูสเตอร์เข็มที่ 3 ที่มีให้เลือกทั้งไฟเซอร์ โมเดอร์นา และแอสตราเซเนกา โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เชียงใหม่ เปิดให้บริการสูงสุดวันละ 3,000 คน ด้าน นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนต่อการป้องกันการติดเชื้อและเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ผลการวิจัยทำให้ทราบว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กระตุ้นเข็ม 3 มีความจำเป็น เพราะเมื่อฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ผ่านไปแล้ว ภูมิจะค่อยๆลดลง เมื่อได้รับเชื้อเข้ามาโอกาสที่ติดเชื้อมีมาก และวัคซีนเข็มที่ 3 จะช่วยกระตุ้นภูมิขึ้นไปอีกรอบ ผลการศึกษาระบุผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 100 คน ในจังหวัดเชียงใหม่ที่ไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 จะเสียชีวิตประมาณร้อยละ 20 แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 แล้ว ไม่พบการเสียชีวิตเลยแม้แต่รายเดียว ดังนั้น บูสเตอร์โดสเข็มที่ 3 จึงสำคัญสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว ส่วนในกลุ่มวัยหนุ่มสาว โอกาสตายจากการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนมีน้อย แต่มีโอกาสติดเชื้อได้สูง

เชื่อฉีดเข็มสามเยอะคุมโรคได้

นพ.สุวัฒน์ระบุอีกว่า ทั้งนี้ มีผลการวิจัยทั่วโลกยืนยันว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และ 2 ไม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ แต่เข็มที่ 3 จะช่วยป้องกันร้อยละ 40- 60 ส่วนการวิจัยในจังหวัดเชียงใหม่พบว่า ป้องกันได้ร้อยละ 50-60 หากฉีดครบ 3 เข็ม ถือว่าโอกาสติดเชื้อมีเพียงครึ่งหนึ่ง แต่ไม่มีโอกาสเสียชีวิต ขณะนี้ประเทศไทยฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ไปแล้วประมาณร้อยละ 40 จากจำนวนประชากรทั้งหมด หากอัตราการฉีดเพิ่มขึ้นได้ประมาณร้อยละ 70 เหมือนทางประเทศฝั่งยุโรป จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลดลงไป และการแพร่ระบาดของเชื้อลดไปเกือบครึ่ง จึงควรเข้าไปรับวัคซีนเข็มที่ 3 ให้เร็วที่สุด และหากในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนประชาชนในประเทศไทยได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 ไปเกินกว่าร้อยละ 70 ก็จะช่วยควบคุมสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ให้ดีขึ้นได้ในเดือนกรกฎาคม ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงลดลง โอกาสใช้เตียงสีแดงหรือห้องไอซียูมีน้อยลง การตายน้อยลงเทียบกับปัจจุบัน จะทำให้สายพันธุ์โอมิครอนเริ่มหมดไป

บาคาร่าออนไลน์

You may also like

About Us

We’re a media company. We promise to tell you what’s new in the parts of modern life that matter. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo. Sed consequat, leo eget bibendum sodales, augue velit.

@2022 – All Right Reserved. Designed and Developed byu00a0PenciDesign