Wednesday, September 22, 2021
Google search engine
Homeข่าวล่าสุดเพลงใหม่ฮอตเวอร์ติดชาร์ตระดับโลก "มิว" ปลื้มนิตยสาร Forbes เขียนชื่นชม ...

เพลงใหม่ฮอตเวอร์ติดชาร์ตระดับโลก "มิว" ปลื้มนิตยสาร Forbes เขียนชื่นชม 2021-08-11 07:00:28

ข่าวด่วน

เพลงใหม่ฮอตเวอร์ติดชาร์ตระดับโลก “มิว ศุภศิษฏ์” ปลื้มนิตยสาร Forbes เขียนชื่นชม

เป็นศิลปิน-นักแสดงที่มากความสามารถคนหนึ่งวงการบันเทิงไทยสำหรับหนุ่ม “มิว” ศุภศิษฏ์ ซึ่งวันนี้จะมาเปิดเผยเส้นทางจากเด็กเนิร์ด สู่นักแสดงหนุ่มสุดปัง ที่เคยโดยปฎิเสธงานจนท้อจนเกือบเลิกตามฝัน พร้อมเผยความรู้สึกที่งานเพลงดังไกล ติดชาร์ต Billboard Charts ถึง 5 เพลงด้วยกัน ในรายการ “คุยแซ่บSHOW” 

รู้สึกอย่างไรที่เพลงใหม่ติด Billboard Charts ถึง 5 เพลง และได้ขึ้นนิตยสาร Forbes ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ก็ติด 5 เพลง มี Drowning, Missing You, Let Be Me, More And More, Time Machine รู้สึกดีใจมากๆ ตอนที่ผมรู้ข่าวคือทาง Bill Brod เขาทวิตเตอร์มาหาผมเอง ติดในหมวด Digital Song Sales Chart ส่วนที่ได้ขึ้นนิตยสารก็ดีใจและตื่นเต้น ตอนที่รู้ข่าวก็ตื่นเต้นมากๆ ก็อยากขอบคุณแฟนๆ มากๆ เพราะแฟนๆ คอยช่วยเหลือเรา คอยอยู่ข้างๆ เราตลอด

คิดไหมว่าจะมาไกลขนาดนี้ ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ก็ไม่ได้คิดว่าจะติดบิลบอร์ด หรือว่าจะมี Forbes เขียนถึง ก็เป็นเรื่องที่เซอร์ไพร์สมากๆ เพราะอัลบั้มนี้เราต้องการแค่อยากทำเพลงที่มีคุณภาพ ให้กับแฟนๆ เพราะเรารู้สึกว่าแฟนๆ สนับสนุนเรามาตลอดเราก็อยากที่จะพัฒนาผลงานเรา ลองแนวเพลงใหม่ๆ ของดิสคัฟเวอร์กับเพลง กับทำนอง กับเนื้อร้อง แล้วเราก็ถ่ายทอดออกมาเป็น 10 เพลงนี้ ต้องบอกก่อนว่าตั้งใจมากจริงๆ ทั้งตัวผมเอง ทั้งคนที่มาร่วมงานด้วย

ในนิตยสาร Forbes เขียนชื่นชมเราอย่างไรบ้าง ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : Forbes ก็จะเขียนถึงเรื่องเพลงประมาณว่า เรามาใหม่ในเรื่องงานเพลงและเพิ่งมีอัลบั้มแรกด้วย แต่สามารถติดชาร์ตได้ถึง 5 เพลงซึ่งสุดยอดมากๆ ก็ต้องขอบคุณทาง Forbes ด้วย

ก่อนเข้าวงการเป็นเด็กเนิร์ดมาก่อน ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ใช่ครับคือของผมจะอยู่ในกรอบมากๆ ก็จะตั้งใจเรียนมากๆ และก็ชอบเล่นเกม ติดเกม ชอบดูหนังปกติ และเป็นคนที่ขี้อายมากๆ ถามว่ามีความอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็กไหม คือถ้าเป็นเรื่องร้องเพลงเราชอบร้องเพลงอยู่แล้วแต่ไม่ถึงขั้นจะปล่อยเพลงออกมาออกมาจริงจัง ส่วนเรื่องการเป็นนักแสดงก็ไม่เคยคิดเลย และที่ไม่เคยไปประกวดร้องเพลงที่ไหนเพราะเราเป็นคนขี้อายมากๆ ขี้อายถึงขั้นไม่กล้าจับไมค์ ถ้าถือไมค์มือจะสั่น ถามว่าลึกๆ อยากเป็นศิลปินไหม ผมคิดว่าตอนนั้นอยากเหมือนกันแต่เราไม่กล้าพอที่จะทำตรงนี้ เพราะว่ากลัวมากๆ กลัวไปหมดเลย เพราะตอนเด็กจะเป็นคนที่ชอบเอาความคาดหวังของคนอื่นมาใส่ตัวเอง เวลาไปหน้าชั้นก็จะคิดว่าอาจารย์จะคิดอย่างไรกับเรานะ เพื่อนๆ เราจะคิดอย่างไรกับเรานะ ก็เลยทำให้ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเลย ไม่รู้จะต้องวางมืออย่างไร ไม่รู้จะต้องพูดอย่างไรดี

มีเรียนร้องเพลง มีเรียนแสดงไหม ?

“มิว” ศุภศิษฏ์ : ถ้าตอนเด็กๆ เรายังไม่จริงจัง คือมันมีช่วงหนึ่งที่เรามีเวลาว่าง เราแค่อยากลองพัฒนาอะไรบางอย่างดู เราชอบร้องเพลงก็เรียนร้องเพลงดูไหม พอเรียนไปเรื่อยๆ มันทำให้เราได้ร้องให้คนอื่นฟังบ้าง ซึ่งทำให้เราคลายกังวลไปบ้าง

จุดเริ่มต้นที่เข้ามาวงการบันเทิงคืออะไร ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : เริ่มจากไปเรียนพิเศษ คือไปเรียนติวเข้ามหาวิทยาลัยที่สยาม แล้วไปเจอโมเดลลิ่ง ซึ่งเขาบอกเราว่าเราหน้าตาโอเคมากเลย มาแคสต์โฆษณาให้พี่หน่อยได้ไหม มีสัญญาให้เซ็นเลย คือผมก็ตกใจมาก แล้วก็โทรหาบอกมะม๊าก่อนอยากให้ไปลองแคสต์โฆษณาดูแล้วก็อยากให้เซ็นสัญญาเลย มะม๊าบอกว่าเอาสัญญากลับมาดูก่อนไหมถ้าอยากทำก็ลองทำไปก่อน สุดท้ายไม่ได้เซ็น ตอนไปแคสต์ก็ได้เหมือนกันเป็นซิมมือถือแต่ไม่ได้ถ่าย

แต่กว่าจะได้เล่นโฆษณาแคสต์โฆษณามาเยอะมาก ?

“มิว” ศุภศิษฏ์ : ใช่ๆ ถามว่าแคสต์ถึงร้อยไหมน่าจะถึง เพราะมีช่วงหนึ่งที่เราแคสต์งาน 7 วันเลย แล้วแต่ละวันเราก็แคสต์ 3-4 งาน วนไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ นอกจากแคสต์โฆษณาก็มีไปเดินแบบ ไปถ่ายนิตยสาร ตอนเดินแบบผมยังคิดว่าน่าจะสบายกว่างานอื่น เพราะเราแค่เดินเฉยๆ แต่พอเราไปดูรูปแล้วทำไมเราดูแย่จัง คือนักเดินแบบเก่งๆ เขาต้องมีอินเนอร์บางอย่างเพื่อนำเสนอเสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่ ซึ่งตอนที่ผมเดินแรกๆ ผมไม่รู้เรื่องก็เลยรู้สึกว่าทำไมเราดูแย่จังเลย

อยากรู้ว่ามิวเรียนมาทางด้านไหน ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : เรียนวิศวะ เพราะตอน ม.6 เคยถามมะม๊ากะปะป๊าว่าขอเรียนนิเทศได้ไหม แต่ท่านว่าไม่เอา เพราะอาม่าอยากให้เรียนวิศวะกับหมอเท่านั้น ผมเลยเรียนวิศวะ เพราะถ้าเรียนหมอมันต้องเรียนนาน ต้องเรียน 6 ปี แถมยังต้องไปเรียนสายเฉพาะอีก ถ้าเรียนหมอก็คงจะต้องยุ่งมากๆ คงไม่มีเวลามาแคสต์โฆษณา อะไรแบบนี้ แต่ตอนนี้เรียนนานกว่าเรียนหมอ เรียนยันเอก เรียนมา 8-9 ปีแล้ว

ดูมิวผูกพันกับครอบครัว…
“มิว” ศุภศิษฏ์ : คือผมรู้สึกว่าเราเติบโตมาเพราะมีพวกท่านดูแลมาโดยตลอด ผมรู้สึกอบอุ่น และท่านเป็นที่ปรึกษาให้เราได้และท่านก็คอยให้กำลังใจเราตลอด เวลาที่เรามีคำถามอะไร หรือว่ามีอะไรที่ต้องตัดสินใจที่มันยากมากๆ ก็จะคอยปรึกษาท่าน

ทำไมเลือกคุยกับคนที่บ้านก่อนที่จะคุยกับเพื่อน ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : คือผมรู้สึกว่าเพื่อนเราจะชอบเออออตาม ไม่อย่างนั้นคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก (หัวเราะ) บางทีเราอยากจะได้มุมมองที่มองไกลกว่าเรา ก็เลยเลือกที่จะปรึกษาคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราบ้าง หรืออาจจะเป็นคนที่เด็กกว่าเราเยอะๆ

แคสต์งานไม่ได้ครอบครัวว่าอย่างไรบ้าง ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ตอนนั้นทางบ้านก็จะบอกว่า ถ้าการเรียนเราโอเค อยากทำอะไรก็ทำได้เลย เราแคสต์งานมาแล้วไม่ได้เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรถือว่าเป็นบทเรียน สำหรับเราด้วย แต่พอถึงเวลาจริงๆ การแคสต์งานมันยากมากๆ เพราะเวลาไม่ได้ เขาไม่เคยบอกเราเลยว่าไม่ได้เพราะอะไร เขาจะบอกแค่ว่าเราไม่ได้ มันทำให้เราต้องไปคอยรีเช็กตัวเองว่า ทำไมถึงไม่ได้ คือถ้าเขาแจ้งมาเราจะได้ไปพัฒนาปรับปรุงตัวเราได้ แต่ผมไม่เคยทราบเลย มันทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมเราไม่ได้นะ ทั้งๆ ที่เราก็ทำเต็มที่แล้ว เราก็เลยโทษแต่คนอื่น แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลย ถามว่ามีท้อบ้างไหม ก็มีเหมือนกันนะ เพราะบางทีเราไปแคสต์ 3-4 งานแต่ไม่ได้ เพราะบ้านก็อยู่นนท์ แต่เราต้องแคสต์งานไกลถึงทาวน์อินทาวน์ ซึ่งมันไกลมากๆ พอไม่ได้เยอะมากๆ เราก็เลยขอเบรกก่อนดีกว่า แล้วกลับมานั่งทบทวนตัวเองดู เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการที่เราจะเป็นนักแสดงได้เราต้องมีความสามารถเรื่องการแสดง ทำไมเราไม่มองตรงจุดนี้ เราแค่แคสต์ไปเรื่อยๆ แต่ไม่เคยพัฒนาเรื่องการแสดงเลย ก็เลยรู้สึกว่าเป็นเพราะเรานี่แหละที่ห่วย ก็เลยไปเรียนแคสติ้งก่อนแล้วค่อยกลับมาแคสต์ใหม่

คนอื่นเบรก 2-3 อาทิตย์ แต่มิว เบรกที 3 ปี ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ใช่ ก็ไปเรียนแอคติ้ง พอเรากลับมา ไปแคสต์โฆษณาก็ผ่าน และได้เล่นซีรีส์ด้วย

จบวิศวะทำไมไม่ทำงานด้านวิศวะ ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : คือมีช่วงหนึ่งที่ได้ไปเรียนต่อ ช่วงนั้นจะว่างมากๆ และที่บ้านก็จะรู้สึกว่าทำไมไม่ยอมทำงานต่อสักที ผมเลยรู้สึกว่าเรายังอยากทำงานตรงนี้อยู่ คือถ้าเราไปทำงานด้านวิศวะเราต้องจริงจังแน่นอน และคงไม่ได้มาทำงานด้านนี้อีกแล้ว

ที่บ้านว่าอย่างไรในเมื่ออยากทำงานบันเทิง ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : อาม่ากับคุณแม่เขาใจดี ส่วนปะป๊าจะบอกว่า ถ้าอยากแคสต์งานต่อก็ไปเรียนปริญาโทละกัน ผมก็เลยโอเคว่าเรียนโทต่อให้ ก็เรียนโททางด้านวิศวะสายเดิม ช่วงระหว่างเรียนโทก็ไปเป็นอาจารย์พิเศษบ้าง แต่พอจบโทมามันมีซีรีส์กระแสก็เริ่มมา งานก็เยอะมาก แต่งานสอนเราก็ยังรับอยู่ ไปเป็นอาจารย์พิเศษบ้าง แต่ถ้าจะให้ไปเป็นเต็มเวลาคงไม่ได้เพราะเวลาไม่ได้จริงๆ

เวลาเด็กเรียกอาจารย์รู้สึกอย่างไร ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ก็จั๊กกะจี้ เพราะน้องที่เราสอนก็ห่างกับเราแค่ 3-4 ปี แต่มาเรียกเราว่าอาจารย์ เราก็รู้สึกโตๆ เวลาสอนผมจะทำสไลด์แล้วจะชอบพูดแล้วให้น้องเขาจดตาม คือผมจะสอนเรื่องสถิติก็เลยทำให้มีโจทย์อะไรแบบนี้ คือจะสอนเป็นพาร์ตแรก แล้วเว้นเป็นโจทย์ไว้แล้วให้ทุกคนลองทำดู แต่เวลาเรียนก็จะมีเด็กมาแซวๆ ว่าอาจารย์จะมาสอนหรือมาเดินแบบ

ทำงานหลายอย่าง แล้วที่บ้านก็มีกิจการของตัวเอง อยากรู้ว่าที่บ้านอยากให้เราสืบทอดกิจการไหม ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : เอาจริงๆ คุณพ่อคุณแม่ยังไหว ท่านรู้สึกว่าเราอยากทำอะไรเราก็ไปก่อนได้เลย ส่วนตัวธุรกิจที่ท่านทำอยู่นัน้ ก็จะเป็นธุรกิจที่คอยซัพพอร์ตเราเมื่อเราไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร

การเป็นผู้จัดละครนี่ใช่ความฝันของเราไหม ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : เป็นอาชีพหนึ่งที่ผมอยากทำมากๆ ตอนนี้เป็นผู้จัดซีรีส์เรื่อง “The Ocean Eyes” เป็นซีรีส์ที่ร่วมทุนกับฝั่งอเมริกาด้วย ฝั่งจีนด้วย เป็นซีรีส์ที่มีโปรดักซ์ชั่น ที่มีต่างประเทศมาเข้าร่วมด้วย ซึ่งขอบอกก่อนว่า เป็นเรื่องของสัตวแพทย์ทางทะเลนั้นเป็นเรื่องแรกของเอเชียเลย

ซีรีส์เรื่อง “The Ocean Eyes” เรื่องราวเป็นอย่างไร ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : เป็นเรื่องราวของทีมสัตวแพทย์ เป็นสัตวแพทย์ทางทะเลมีชื่อทีมว่า “The Ocean Eyes เป็นทีมท็อปของประเทศไทย แล้วทีนี้ก็จะมีการรับบุคคลากรใหม่เข้ามา ก็จะมีตัวละคร 4 ตัว ชื่อ นที เกรซ พริตตี้ เซ้นท์ ซึ่ง 4 ตัวละครนี้เป็นสมาชิกใหม่ที่เข้ามาในทีม แต่ละคนก็จะมีพื้นเพมาจากคนละครอบครัว มีปมในชีวิตคนละอย่างกัน พอมาอยู่ในทีมนี้การทำงานร่วมกันเป็นอย่างไรบ้าง การที่แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว จะมาอะแดปในการทำงานร่วมกันได้อย่างไร เวลาเจอเคส เจอปัญหาต่างๆ ตัวละครแต่ละตัวจะไปในทิศทางไหน ก็อยากให้มาติดตามกัน

เห็นว่าช่วงที่ซีรีส์ออนแอร์มิวดังมาก ได้ถูกเชิญไปต่างประเทศหลายประเทศมากด้วย ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ใช่ครับแต่ไม่ได้ไปเพราะว่าโควิดมาพอดี ตอนนั้นมีโอกาสไปฟิลิปปินส์บ้างแล้ว ตอนกลับก็ยังเสียวๆ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้างเพราะตอนนั้นเริ่มล็อกดาวน์แล้ว ซึ่งแพลนไปต่างประเทศนั้นมีประมาณ 6 – 7 ประเทศได้ แล้วในบางประเทศอย่างจีน ก็จะต้องไปหลายมณฑล สุดท้ายไม่ได้ไป

การร้องเพลงอีกส่วนหนึ่งที่เราลงทุนถึงขั้นเปิดสตูดิโอเอง …
“มิว” ศุภศิษฏ์ : คือหลังจากที่โควิดมามันจะมีช่วงล็อกดาวน์แรกๆ ที่เราได้มานั่งทบทวนตัวเองว่ามันยังมีอะไรที่ยังอยากทำอยู่แต่ยังไม่ได้ทำ ซึ่งผมคิดว่าที่จะทำได้ในตอนนั้นคือการร้องเพลง อยากทำเพลง ก็เลยรู้สึกว่า ถ้าจะทำเพลงก็ควรจะเปิดค่ายขึ้นมาเพื่อจะดูแลเราคนเดียวเพื่อที่จะเป็นศิลปิน ผมเห็นจากเพื่อนหลายๆ คน เขาจะโดนค่ายเซ็ทอะไรบางอย่างมา เพราะมันเป็นแผนงานของเขา ซึ่งเราอยากทำเพลงที่เป็นตัวเราจริงๆ ทั้งตัวเนื้อเพลง ตัวเอ็มวี สไตล์ต่างๆ คือเราอยากทำเองหมดเลย อยากมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน คือถ้าเราอยู่ค่ายก็ต้องทำตามเขาส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเราสามารถทำเองได้ มันก็เป็นผลงานของเราก็เลยคิดว่าทำเองดีกว่า

เวลาเจออุปสรรคเราสู้อย่างไร ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : อย่างแรกเลยคือเรามีคนมากมายคอยซัพพอร์ตเรา รักเรา เราไม่อยากทำให้เขาผิดหวัดว ไม่อยากไปทำลายความรักของเขา ไม่อยากดูถูกความรักที่เขาให้เรามา งานทุกอย่างมันมีเหนื่อยอยู่ แต่ถ้าเราล้มเลิกไป แล้วคนที่คอยให้ความรักเรามา คอยซัพพอร์ตเรา เขาจะติดตามเราจากไหน แล้วเขาจะเติมพลังใจของเขาได้อย่างไร เพราะเราเป็นพลังใจของเขาจริงๆ เราก็เลยรู้สึกว่าเราล้มได้แต่ต้องลุกให้เร็วที่สุด เราเหนื่อยได้ แต่ต้องฟื้นให้เร็วที่สุด และต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อตอบแทนสิ่งที่เขาให้มาโดยตลอด

ตอนเจอมรสุมเปิดค่ายเพลงได้ยินว่าไม่เสพโซเชียลเลย ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ใช่ ตอนนั้นเรานอยด์มากๆ และห่วงแฟนๆ ของเรามาก ๆ ช่วงนั้นไม่เสพโซเชียล ลบแอคทวิตเตอร์เลยช่วงนั้น จะได้ไม่ต้องเข้าไปดู

ได้บทเรียนอะไรกับมรสุม กับการวิพากษ์วิจารณ์ของคนบ้าง ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : อย่างแรกคือเราห้ามคนวิจารณ์ไม่ได้ เพราะเราเลือกมาอยู่ในจุดที่มีคนคนวิจารณ์อยู่แล้ว วงการบันเทิงเป็นงานศิลปะ งานศิลปะอยู่ที่เทสต์ของแต่ละคนอยู่แล้ว เรื่องคำวิจารณ์มันมีอยู่แล้ว ถ้าคำวิจารณ์มันเพื่อปรับปรุงพัฒนาเรา เราจะเก็บไว่พัฒนาตัวเอง แต่ถ้าอันไหนเป็นการสาดอารมณ์ใส่เรา เรารู้สึกว่าเราปล่อยไปดีกว่าเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย อันนี้คืออย่างแรก อีกอย่างหนึ่งคือในทุกๆ วงการคนที่มีความสามารถเท่านั้นถึงจะอยุ่รอด สุดท้าย ถ้าเราหยุดพัฒนาตัวเองมันจะมีคนที่จะมาแซงเรา จะมีคนที่จะมาแทนเราอยู่เสมอ เราต้องสร้างสรรค์ผลงานใหม่ เติมสกิลให้เราเก่งขึ้น

ในอดีต “มิว” เคยอกหักจริงเหรอ แล้วทำอย่างไร ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ครับ คือผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอกหัก อาจจะเป็นเพราะจีบใครไม่เป็นสักเท่าไหร่ ตอนอกหักก็มีเหมือนกัน ที่เปิดเพลงเศร้า มีคารีเนตแล้วก็เป่า สาวๆ ที่บอกเลิกส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าเข้ากันไม่ได้ ซึ่งเราก็รู้แหละว่าเราเข้ากันไม่ได้จริงๆ เพราะบางทีเราอยากได้อย่างหนึ่งเขาอยากได้อย่างหนึ่ง สุดท้าย ก็ไม่มีใครลดหย่อนเข้าหากัน ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้

ปัจจุบันสถานะหัวใจเป็นอย่างไร ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ปัจจุบันก็โสด โสดมาหลายปีอยู่เหมือนกัน เพราะตอนที่งานหนักมากๆ เราก็จะจริงจังกับงาน แล้วคนที่เราคุยอยู่เขาเป็นรองเรื่องงาน เขาคงจะไม่ค่อยแฮปปี้ ผมก็เลยเกรงใจเขา แล้วก็รู้สึกว่าเราไม่มีเวลาให้เขา ก็เลยยังไม่พร้อม

สเปกสาวเป็นอย่างไร ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ตอนเด็กๆ ก็คิดว่าตัวเล็กๆ ขาวๆ น่าจะเข้ากับเราได้ แต่ปัจจุบันเราเปิดกว้างขึ้นมากๆ คือถ้าเป็นใครที่พร้อมจะเติบโตไปกับเรา เข้าใจเรา ถ้ามีปัญหาอะไรแล้วมานั่งทำความเข้าใจกัน ก็โอเคแล้ว

สถานะโสด แต่เพลงใหม่แต่งให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่สำคัญมากในชีวิต ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : เพลงนี้แต่งให้อาม่า ตอนที่เริ่มแต่งเพลงนี้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเล ได้ไปดำน้ำ แล้วคิดว่าถ้าเราได้แต่งเพลงอยากแต่งเพลงที่เกี่ยวกับการจมลงไปจังเลย เพราะว่าเราชอบความรู้สึกที่ได้ดำลงไปในน้ำ แล้วก็นึกว่าถ้าเล่าเรื่องการจม เราจะเล่าเรื่องอย่างไรให้มีดูแล้วอบอุ่นต้องทำอย่างไรดี ก็เลยนึกว่าถ้ามันเป็นการจมไปในความทรงจำล่ะ ความทรงจำดีๆ ของใครคนหนึ่งที่บางครั้งเราอาจจะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว มันทำให้ความรู้สึกเหล่านี้เรารู้สึกถึงอาม่าก่อนเป็นคนแรก เพราะอาม่าเสียไปได้ 5 ปีแล้ว แต่เวลาที่เราเหนื่อย เวลาที่เราเศร้า เวลาที่เราท้อ เราก็จะนึกถึงภาพตอนที่เขาอยู่ด้วย แค่โมเมนต์ง่ายๆ ในเอ็มวี แค่เขาทำข้าวผัดให้เรา นึกถึงตอนที่เขาทำโกโก้ให้เรากินตอนเช้า ตอนที่เขาคอยโอ๋เราเวลาที่เราเสียใจ ก็มีความสุขแล้ว

รู้สึกอย่างไรกับกระแสตอบรับ ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ดีใจมากๆ เสียใจอย่างหนึ่งที่เราไม่ได้ทำตรงนี้ตอนที่เขายังอยู่ และเหตุผลหนึ่งที่ผมยังโกออนในเส้นทางนี้อยู่ เพราะตอนที่เขาเสียผมรุ้สึกว่าเรายังไม่มีผลงานจริงๆ จังให้เขาดูเลย แม้ตอนนี้ผมจะไม่รู้ว่เขาไปอยู่ไหนแล้ว เพราะเขาเสียไปแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่รูปแบบไหน เขาเกิดใหม่หรือเปล่าเราก็ไม่รู้ แต่ถ้าเรามีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ จนไปถึงเขาได้ มันก็คงจะดีมากๆ

มิวอยากบอกอะไรกับอาม่าบ้าง ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : อยากจะบอกว่า ขอบคุณอาม่ามากๆ ที่ทำให้ปะป๊าเกิดมาแล้วปะป๊าทำให้ผมเกิดมา และขอบคุณที่คอยดูแลมาตลอด ขอบคุณที่ให้ความอบอุ่น ของคุณที่ทำให้ผมแต่งเพลงๆ แรกในชีวิตได้แล้วเพลงๆ นี้มันก็ติดบิลบอร์ดด้วย ขอบคุณอาม่ามากๆ เลยครับ

ฝากผลงานหน่อย ?
“มิว” ศุภศิษฏ์ : ถ้าเป็นเพลงก็สามารถติดตามได้ทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่วนมิวสิควิดีโอสามารถติดตามได้ทางยูทูบแชลแนล และสามารถติดตามได้ทางเฟสบุ๊ค ทางไอจี อินสตาแกรมและทางทวิตเตอร์ด้วยครับ

คลิปสัมภาษณ์ “มิว” ศุภศิษฏ์






แท็กที่เกี่ยวข้อง






ข่าวล่าสุด

NEW18 Application

ติดตามอ่านข่าวสารได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน NEW18

Download on the App Store
Get it on Google Play

RELATED ARTICLES
- Advertisment -
Google search engine

Most Popular

Recent Comments